ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ที่ทยอยบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2568 ส่งผลต่อต้นทุนผลิตเสื้อยืดจริง แต่ไม่ได้ทำให้ราคาต่อตัวพุ่งอย่างที่หลายคนกลัว เพราะในงานผลิตจำนวนมาก ค่าแรงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนที่มีเนื้อผ้าและงานพิมพ์เป็นก้อนใหญ่กว่า บทความนี้สรุปให้ชัดว่าตอนนี้ค่าแรง 400 บาทบังคับใช้ที่ไหน เป้าหมาย 600 บาทปี 2570 คืออะไร และเจ้าของแบรนด์กับโรงงานควรวางแผนต้นทุนอย่างไรให้ยังแข่งขันได้
ตอนนี้ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทบังคับใช้ที่ไหนบ้าง
ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 14) ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 อัตราค่าจ้างขั้นต่ำถูกแบ่งเป็น 17 ระดับ ตั้งแต่ 337 ถึง 400 บาทต่อวัน ตามสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ 400 บาทเท่ากันทั้งประเทศแบบทุกอาชีพ
อัตรา 400 บาท/วัน ครอบคลุมพื้นที่และกิจการดังนี้
| กลุ่ม | พื้นที่/ประเภทกิจการที่ได้ 400 บาท |
|---|---|
| พื้นที่ | กรุงเทพมหานคร, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, ภูเก็ต, อำเภอเกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี) |
| กิจการโรงแรม | โรงแรมประเภท 2, 3, 4 ทั่วประเทศ |
| สถานบริการ | สถานบริการตามกฎหมายทั่วประเทศ |
ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งคืออัตราต่ำสุด 337 บาท/วัน ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา จังหวัดอื่น ๆ อยู่ระหว่างสองอัตรานี้ตามระดับที่กำหนด
จุดที่คนสั่งผลิตเสื้อต้องเข้าใจคือ โรงงานตัดเย็บและงานพิมพ์ส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่อุตสาหกรรม เช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล และชายฝั่งตะวันออก (ชลบุรี-ระยอง) ซึ่งอยู่ในโซน 400 บาทพอดี ต้นทุนแรงงานของสายผลิตจริงจึงขยับตามอัตรานี้เป็นหลัก
เป้าหมาย 600 บาทปี 2570 ที่แบรนด์ต้องเผื่อใจ
ค่าแรง 400 บาทไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็น “ขั้นแรก” ของนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ โดยตั้งเป้าดันค่าแรงขั้นต่ำแตะ 600 บาทต่อวันภายในปี 2570 รัฐบาลเลือกทยอยขึ้นแบบขั้นบันไดแทนที่จะขึ้นทีเดียว เพราะประเมินว่าแรงงาน SME กว่า 3-4 ล้านคนอาจเสี่ยงตกงานหากปรับพรวดเดียว
สำหรับเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า สาระสำคัญคือ แนวโน้มต้นทุนแรงงานเป็นขาขึ้นชัดเจนในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า การวางแผนต้นทุนวันนี้จึงควรเผื่อสมมติฐานว่าค่าแรงจะสูงขึ้นอีก ไม่ใช่คงที่ ซึ่งเป็นตรรกะเดียวกับที่เราเคยเขียนไว้เรื่องราคาฝ้ายโลกกับต้นทุนเสื้อยืดปี 2026 — ต้นทุนวัตถุดิบและแรงงานคือสองก้อนที่ผันผวนพร้อมกัน
ค่าแรงกระทบต้นทุนผลิตเสื้อยืดตรงไหน
ต้นทุนเสื้อยืดหนึ่งตัวไม่ได้มาจากค่าแรงล้วน ๆ แต่ประกอบด้วยหลายก้อน โดยคร่าว ๆ ได้แก่
- เนื้อผ้า — มักเป็นก้อนใหญ่ที่สุด ผันตามราคาฝ้าย/เส้นใยและเกรดผ้า
- ค่าตัดเย็บ (CMT) — ค่าแรงคนเย็บ ตัด แพ็ค ส่วนนี้ผูกกับค่าแรงขั้นต่ำโดยตรง
- งานพิมพ์/สกรีน — ค่าบล็อก ค่าหมึก ค่าแรงช่างสกรีน ขึ้นกับเทคนิคและจำนวนสี
- ค่าดำเนินการ — ค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าบริหารจัดการ กำไรโรงงาน
ค่าแรงขั้นต่ำจะกระทบ ข้อ 2 และบางส่วนของข้อ 3 เป็นหลัก จุดสำคัญคือ ยิ่งผลิตจำนวนมาก ค่าแรงเฉลี่ยต่อตัวยิ่งถูกลง เพราะคนงานหนึ่งคนทำเสื้อได้หลายสิบตัวต่อวัน ต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจึงถูกหารเฉลี่ยไปในหลายตัว ตรงข้ามกับงานที่ใช้แรงงานเข้มข้นต่อชิ้น เช่น งานปักลายละเอียดหรืองานเย็บทรงซับซ้อน ที่ค่าแรงจะสะท้อนในราคาต่อตัวชัดกว่า
ตัวอย่างการคำนวณ (สมมติเพื่อให้เห็นภาพ)
ตัวเลขต่อไปนี้เป็นการคำนวณสมมติเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่เรตราคาจริงของโรงงานใดโรงงานหนึ่ง
สมมติค่าแรงขยับจาก 370 เป็น 400 บาท/วัน = เพิ่มขึ้น 30 บาท/คน/วัน ถ้าคนงานสายเย็บ 1 คน ทำงานส่วนของเสื้อได้ราว 60 ตัว/วัน ต้นทุนค่าแรงที่เพิ่ม = 30 ÷ 60 = 0.50 บาท/ตัว โดยประมาณ
จะเห็นว่าในงานผลิตล็อตใหญ่ ผลกระทบต่อราคาต่อตัวมัก “หลักสตางค์ถึงไม่กี่บาท” ไม่ใช่หลักสิบ ปัจจัยที่ขยับราคาต่อตัวแรงกว่ามักเป็น ราคาผ้าและเทคนิคงานพิมพ์ มากกว่าค่าแรงเพียงอย่างเดียว นี่คือเหตุผลที่การเลือกโมเดลผลิตให้เหมาะกับจำนวนจึงสำคัญ — ประเด็นที่เราเจาะไว้ในPrint on Demand vs สั่งผลิตเสื้อจริง แบบไหนคุ้มกว่าปี 2026
แบรนด์และโรงงานปรับตัวอย่างไรให้ต้นทุนยังแข่งได้
เมื่อค่าแรงเป็นขาขึ้น การบ่นว่าแพงไม่ช่วยอะไร สิ่งที่ทำได้จริงคือปรับวิธีผลิตและตั้งราคาให้สอดคล้อง
- รวมยอดสั่งเป็นล็อตใหญ่ขึ้น — ลดจำนวนครั้งที่ต้องเซ็ตเครื่อง/ตั้งบล็อก และเฉลี่ยค่าแรงต่อตัวให้ต่ำลง หากทุนยังน้อย ลองเริ่มจากจำนวนที่คุ้ม MOQ ตามเช็กลิสต์ก่อนสั่งผลิตเสื้อยืดล็อตแรก
- เลือกเทคนิคพิมพ์ให้เหมาะกับจำนวน — งานจำนวนไม่มากแต่หลายสี งานพิมพ์ดิจิทัลอย่าง DTF ช่วยลดค่าแรงตั้งบล็อกและเซ็ตสีเทียบกับสกรีนแบบเดิม
- ออกแบบให้ผลิตง่าย — ลายและทรงที่ไม่ซับซ้อนเกินจำเป็น ลดชั่วโมงแรงงานต่อชิ้น โดยไม่ลดคุณค่าที่ลูกค้าจับต้องได้
- ขายที่คุณค่า ไม่ใช่ตัดราคา — เมื่อต้นทุนพื้นฐานทั้งอุตสาหกรรมขยับพร้อมกัน การแข่งกดราคาจะเจ็บตัวก่อน การสร้างแบรนด์และคุณภาพให้ตั้งราคาได้สมเหตุผลคือทางรอด เช่นเดียวกับที่เราวิเคราะห์ไว้ในบทความแข่งกับ Shein-Temu อย่างไร แบรนด์เสื้อไทยอยู่รอดปี 2026
- ล็อกราคากับโรงงานล่วงหน้า — คุยแผนการผลิตทั้งปีเพื่อล็อกเรตก่อนค่าแรงรอบใหม่ ช่วยให้คำนวณกำไรได้แม่นขึ้น
ข้อดีที่มักถูกลืม: ค่าแรงที่สูงขึ้นทำให้ “ผลิตในไทย” ยังคุมคุณภาพและสื่อสารได้ง่ายกว่าการไล่ตามของถูกจากต่างประเทศ ถ้าแบรนด์วางจุดขายที่คุณภาพและความเร็วในการส่งมอบ ต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจะกลายเป็นการลงทุนที่คุ้ม
สรุป
ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทที่บังคับใช้แล้วในโซนผลิตหลัก และเป้าหมาย 600 บาทภายในปี 2570 ทำให้ต้นทุนแรงงานเป็นขาขึ้นแน่นอน แต่ในงานผลิตจำนวนมาก ผลต่อราคาเสื้อต่อตัวมักอยู่ในหลักสตางค์ถึงไม่กี่บาท เพราะถูกเฉลี่ยไปในหลายตัว ปัจจัยที่ควรจับตาควบคู่กันคือราคาผ้าและเทคนิคงานพิมพ์ ทางออกของแบรนด์คือรวมล็อตให้ใหญ่ขึ้น เลือกเทคนิคให้เหมาะกับจำนวน ออกแบบให้ผลิตง่าย และขายที่คุณค่าแทนการตัดราคา
อยากรู้ว่างบและจำนวนที่คุณมี ควรผลิตเทคนิคไหนให้ต้นทุนต่อตัวคุ้มที่สุดในภาวะค่าแรงขาขึ้น? ปรึกษาทีมงาน Thana Plus 153 เราช่วยประเมินต้นทุนและวางแผนการผลิตให้แบรนด์ของคุณได้
แหล่งอ้างอิง
- ราชกิจจานุเบกษา ประกาศค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน เริ่ม 1 ก.ค. 68 (Sanook)
- ราชกิจจาฯ ประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ฉบับที่ 14 สูงสุด 400 บาท (ไทยรัฐ)
- อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ — กระทรวงแรงงาน
- ครม. เห็นชอบค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท/วัน ใน 3 กลุ่ม เริ่ม 1 ก.ค. 68 (กรมประชาสัมพันธ์)
- New 400-Baht Minimum Wage to Apply in Bangkok and to Selected Businesses (Nishimura & Asahi)
- Pipat Ratchakitprakarn’s Vision: Elevating Thailand’s Minimum Wage to 600 Baht by 2027 (THAI.NEWS)



