เสื้อแท้ ธน พลัส 153 เสื้อแท้
สร้างแบรนด์

ตั้งราคาเสื้อยืดแบรนด์ตัวเองยังไงให้มีกำไร คำนวณทีละขั้น

Written By

ทีมงาน Thana Plus 153

เครื่องคิดเลข ป้ายราคา และเสื้อยืดพับ สื่อการคำนวณต้นทุน-กำไร

การตั้งราคาเสื้อยืดแบรนด์ตัวเอง ให้มีกำไรเริ่มจากหลักง่าย ๆ คือ รวมต้นทุนจริงให้ครบก่อน แล้วค่อยเลือกวิธีบวกกำไร วิธีที่นิยมที่สุดคือ keystone (ตั้งราคาเป็นสองเท่าของต้นทุน = กำไรขั้นต้น 50%) แต่การตั้งราคาที่ดีต้องเข้าใจความต่างระหว่าง markup กับ margin และรู้จุดคุ้มทุนด้วย บทความนี้พาคำนวณทีละขั้นพร้อมตัวอย่างเป็นบาท เหมาะกับเจ้าของแบรนด์มือใหม่และร้าน SME ที่อยากเลิกตั้งราคาด้วยความรู้สึก

ขั้นที่ 1: รวมต้นทุนจริงให้ครบก่อน

ก่อนบวกกำไร ต้องรู้ต้นทุนจริงต่อตัวก่อน อย่านับแค่ค่าผ้า ต้นทุนเสื้อหนึ่งตัวประกอบด้วย

  • ค่าเสื้อเปล่า + ค่าตัดเย็บ
  • ค่างานสกรีน/DTF/ปัก ตามจำนวนสีและจุด
  • ค่าแพ็กเกจจิ้ง ป้ายแขวน ถุง
  • ค่าขนส่งเฉลี่ยต่อตัว
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม/บัตร และต้นทุนการตลาดเฉลี่ย

เคล็ดลับจากคู่มือของ Printify: เผื่อ buffer อีก 5–8% บนต้นทุนที่รู้ก่อนบวกกำไร เผื่อของเสีย ของแถม และค่าใช้จ่ายจรที่มองไม่เห็น (นี่เป็นคำแนะนำของ Printify เอง ไม่ใช่มาตรฐานอุตสาหกรรม แต่เป็นแนวทางที่รอบคอบ)

อยากเห็นการกระจายต้นทุนจริงตั้งแต่ผ้าถึงงานสกรีน ลองดู ทำแบรนด์เสื้อด้วยงบ 5,000 บาท ทำได้จริงไหม และก่อนสั่งผลิตล็อตแรกเช็ก เช็กลิสต์ก่อนสั่งผลิตเสื้อยืดแบรนด์ตัวเอง ล็อตแรก ให้ครบ

ขั้นที่ 2: เข้าใจ markup กับ margin ให้ไม่หลงตัวเอง

นี่คือจุดที่แบรนด์มือใหม่พลาดบ่อยที่สุด markup คิดจากต้นทุน ส่วน margin คิดจากราคาขาย ตัวเลขจึงไม่เท่ากัน

  • markup % = (ราคาขาย − ต้นทุน) ÷ ต้นทุน
  • margin % = (ราคาขาย − ต้นทุน) ÷ ราคาขาย

สูตรแปลง: margin = markup ÷ (1 + markup)

บวกกำไร (markup)ได้อัตรากำไร (margin)
25%20%
50%33%
100%50%

∴ ถ้าคุณ “บวกกำไร 100%” คุณได้ margin แค่ 50% ของราคาขาย ไม่ใช่ 100% หลายแบรนด์เข้าใจผิดตรงนี้แล้วคิดว่าตัวเองกำไรเยอะกว่าความจริง

ขั้นที่ 3: เลือกวิธีตั้งราคา

มีสามวิธีหลักที่ใช้ได้จริง เลือกผสมกันได้

1) Keystone — ง่ายสุด ใช้เป็นจุดตั้งต้น

ตั้งราคาขาย = ต้นทุน × 2 เท่ากับบวกกำไร 100% ได้ margin 50%

ตัวอย่าง: ต้นทุนจริงต่อตัว 150 บาท → ตั้งขาย 300 บาท (margin 50%)

Keystone การันตี margin 50% ที่มีที่ว่างพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายและเหลือกำไรไปลงทุนต่อ เหมาะเป็นราคาตั้งต้นก่อนปรับ

2) Cost-plus — ล็อกอัตรากำไรที่ต้องการ

ถ้าอยากได้ margin ตามเป้า ใช้สูตร

ราคาขาย = ต้นทุน ÷ (1 − margin ที่ต้องการ)

ตัวอย่าง: อยากได้ margin 40% ต้นทุน 150 บาท → 150 ÷ (1 − 0.40) = 150 ÷ 0.6 = 250 บาท

ระวัง: “บวก 40%” ไม่เท่ากับ “margin 40%” — การบวก markup 40% จากต้นทุนได้ margin แค่ราว 28.6% เท่านั้น ถ้าเป้าคือ margin ให้ใช้สูตรหารข้างบน

3) Value-based — ตั้งราคาตามมูลค่าที่ลูกค้ารับรู้

วิธีนี้ตั้งราคาตาม “คุณค่าที่ลูกค้ารู้สึก” ไม่ใช่แค่ต้นทุน เหมาะกับแบรนด์ที่มีจุดขายชัด เรื่องราวดี งานลิมิเต็ด หรือคอลแลบ ทำให้ตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนได้มากโดยลูกค้ายังรู้สึกคุ้ม แบรนด์ที่โตแล้วมักขยับจาก cost-plus ไปหา value-based

ขั้นที่ 4: ตั้งเป้ากำไรให้อยู่ในช่วงที่ธุรกิจอยู่รอด

ตัวเลขอ้างอิงจากหลายแหล่งธุรกิจเสื้อผ้า

ช่องทางขายอัตรากำไรขั้นต้นที่แนะนำ
เสื้อยืดแบรนด์/POD ทั่วไป30–50% (อ้างอิงบ่อยที่ 40%)
ขายส่ง (wholesale)30–50%
ขายตรงถึงผู้บริโภค (DTC)55–65%

ถ้าจะขายทั้งปลีกและส่ง ต้องเผื่อโครงสร้างราคาให้ร้านที่รับไปขายต่อมี margin ของเขาเองด้วย แนวทางในวงการเสื้อผ้าคือ

  • ต้นทุน → ราคาขายส่ง คูณราว 2.0–2.5 เท่า
  • ราคาขายส่ง → ราคาขายปลีก คูณราว 2.2–2.5 เท่า
  • รวมแล้วราคาปลีกมักอยู่ราว 4–6.25 เท่า ของต้นทุนจริง

ขั้นที่ 5: เช็กจุดคุ้มทุนก่อนเดินหน้า

ตั้งราคาสวยแต่ขายไม่ถึงจุดคุ้มทุนก็ขาดทุน สูตรที่ต้องรู้

จำนวนตัวที่ต้องขายเพื่อคุ้มทุน = ต้นทุนคงที่ ÷ (ราคาขายต่อตัว − ต้นทุนผันแปรต่อตัว)

  • ต้นทุนคงที่ = ไม่เปลี่ยนตามยอดขาย เช่น ค่าเช่า ค่าจ้างประจำ ค่าสมัครระบบ
  • ต้นทุนผันแปร = โตตามจำนวนเสื้อ เช่น ค่าผ้า ค่าสกรีน ค่าส่ง ค่าธรรมเนียม

ตัวอย่าง: ต้นทุนคงที่เดือนละ 10,000 บาท, ขายตัวละ 300 บาท, ต้นทุนผันแปรตัวละ 150 บาท → 10,000 ÷ (300 − 150) = ต้องขาย ~67 ตัว/เดือนถึงจะเริ่มมีกำไร

สรุป

การตั้งราคาเสื้อยืดแบรนด์ตัวเองให้มีกำไรไม่ใช่การเดา แต่คือกระบวนการ 5 ขั้น: รวมต้นทุนให้ครบ, แยก markup ออกจาก margin, เลือกวิธีตั้งราคา (keystone เป็นจุดตั้งต้น, cost-plus เพื่อล็อกกำไร, value-based เมื่อแบรนด์แข็ง), ตั้งเป้ากำไร 30–50% ให้เหมาะช่องทาง, และเช็กจุดคุ้มทุนก่อนลงมือ เมื่อคุมตัวเลขเป็น คุณจะตั้งราคาที่ทั้งขายได้และเหลือกำไรไปโตต่อ

อยากวางโครงสร้างต้นทุนและราคาให้แม่นตั้งแต่ล็อตแรก อ่านภาพรวมการสร้างแบรนด์ต่อได้ที่ คู่มือสร้างแบรนด์เสื้อผ้า ฉบับสมบูรณ์ สำหรับมือใหม่ หรือปรึกษาทีมงาน Thana Plus 153 เรื่องงานรับผลิตเสื้อครบวงจร เพื่อขอใบเสนอราคาที่ช่วยให้คำนวณต้นทุนได้จริง

แหล่งอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย

keystone pricing คืออะไร ใช้กับเสื้อยืดได้ไหม

keystone คือการตั้งราคาขายเป็นสองเท่าของต้นทุน เช่น ต้นทุน 150 บาท ตั้งขาย 300 บาท ซึ่งเท่ากับบวกกำไร 100% และได้อัตรากำไรขั้นต้น 50% เป็นสูตรตั้งต้นที่ง่ายและนิยมในธุรกิจเสื้อผ้า เหมาะเป็นจุดเริ่มก่อนปรับตามมูลค่าแบรนด์และราคาตลาด

markup กับ margin ต่างกันยังไง

markup คิดจากต้นทุน ส่วน margin คิดจากราคาขาย ตัวเลขจึงไม่เท่ากัน เช่น บวกกำไร 100% จากต้นทุน (markup) จะได้อัตรากำไร 50% ของราคาขาย (margin) ไม่ใช่ 100% การสับสนสองคำนี้ทำให้หลายแบรนด์คิดว่าตัวเองกำไรเยอะกว่าความจริง

แบรนด์เสื้อยืดควรตั้งกำไรกี่เปอร์เซ็นต์

แหล่งข้อมูลธุรกิจส่วนใหญ่แนะนำอัตรากำไรขั้นต้นราว 30–50% สำหรับเสื้อยืดแบรนด์ทั่วไป โดยมี 40% เป็นตัวเลขอ้างอิงที่พบบ่อย ถ้าขายตรงถึงผู้บริโภคเองอาจตั้งได้สูงถึง 55–65% ส่วนแบรนด์ที่มีจุดขายชัดหรือทำลิมิเต็ดตั้งเกิน 50% ได้

คำนวณจุดคุ้มทุนของเสื้อแบรนด์ยังไง

ใช้สูตรจำนวนตัวที่ต้องขายเพื่อคุ้มทุน = ต้นทุนคงที่ ÷ (ราคาขายต่อตัว − ต้นทุนผันแปรต่อตัว) ต้นทุนคงที่คือค่าใช้จ่ายที่ไม่เปลี่ยนตามยอดขาย เช่น ค่าเช่า ค่าจ้างประจำ ส่วนต้นทุนผันแปรคือค่าที่โตตามจำนวนเสื้อ เช่น ค่าผ้า ค่าสกรีน ค่าส่ง

สนใจผลิตเสื้อกับ เสื้อแท้? เริ่มจากบริการที่ตรงกับงานของคุณได้เลย

ปรึกษาฟรีและขอใบเสนอราคาทาง LINE @thanaplus